ภาษีและอากร

สิทธิประโยชน์ทางศุลกากร (FTA) เช็คอย่างไรก่อนนำเข้าเพื่อประหยัดภาษี

หลายคนรู้ว่ามี “สิทธิ FTA” ให้ใช้ลดอากรขาเข้า แต่พอถึงเวลาเช็คจริงกลับงงว่าใช้สิทธิไหนดี เพราะไทยมีความตกลงการค้าเสรีอยู่กว่า 15 ฉบับ และแต่ละฉบับก็ลดอากรไม่เท่ากันในแต่ละพิกัดสินค้า บทความนี้อธิบายให้เห็นภาพว่าทำไมถึงซับซ้อน และควรเช็คอย่างไรให้ได้อัตราที่ประหยัดที่สุดจริงๆ

FTA คืออะไร ทำไมไม่ได้ลดเท่ากันหมด

ความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement) คือข้อตกลงระหว่างประเทศที่จะลดหรือยกเว้นอากรขาเข้าให้กัน แต่การลดอากรไม่ได้ประกาศเป็นเปอร์เซ็นต์เดียวครอบคลุมสินค้าทุกชนิด แต่ละความตกลงเจรจาตารางลดภาษีแยกกันเป็นรายพิกัดศุลกากร บางพิกัดถูกลดเหลือ 0% ทันที บางพิกัดทยอยลดเป็นขั้นบันไดรายปี และบางพิกัดอาจถูกกันไว้ไม่ให้ลด (Sensitive List) เลยก็มี

ผลคือสินค้าตัวเดียวกันอาจได้อัตราไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับว่าใช้สิทธิความตกลงไหน และประเทศต้นทางของสินค้าต้องตรงกับความตกลงนั้นด้วย จะหยิบอัตราที่ดีที่สุดของความตกลงหนึ่ง มาใช้กับสินค้าที่มาจากอีกประเทศหนึ่งไม่ได้

ความตกลงหลักที่ไทยมีและ Form ที่ต้องใช้

ความตกลงคู่ค้าหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด
ATIGAอาเซียนForm D
อาเซียน–จีนจีนForm E
อาเซียน–ญี่ปุ่น (AJCEP)ญี่ปุ่นForm AJ
ไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA)ญี่ปุ่นตามกรอบ JTEPA
อาเซียน–เกาหลีเกาหลีใต้Form AK
อาเซียน–อินเดียอินเดียForm AI
อาเซียน–ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์Form AANZ
ไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA)ออสเตรเลียตามกรอบ TAFTA
ไทย–นิวซีแลนด์ (TNZCEP)นิวซีแลนด์ตามกรอบ TNZCEP
ไทย–ชิลีชิลีตามกรอบความตกลง
ไทย–เปรูเปรูตามกรอบความตกลง
RCEPอาเซียน+จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ตามกรอบ RCEP

นอกจากนี้ยังมีอัตราทั่วไปตามมาตรา 12 ของพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร ซึ่งใช้ได้โดยไม่ต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด หลายพิกัดอัตรานี้ก็ต่ำอยู่แล้วโดยไม่ต้องพึ่ง FTA เลย จึงควรเทียบทุกทางเลือกพร้อมกันเสมอ ไม่ใช่ดูแค่ฝั่ง FTA อย่างเดียว

เคสจริง: พิกัดเดียวกัน อัตราต่างกันตามความตกลง

ตัวอย่างจากพิกัดกลุ่มของเล่น (95.03) ที่ตรวจสอบจริงในระบบ พบว่าอัตราตามความตกลงต่างๆ ไม่เท่ากันเลย

นี่คือจุดที่พลาดกันบ่อยที่สุด: คิดว่าใช้ Form E จากจีนแล้วต้องได้ 0% เหมือนความตกลงอื่น ทั้งที่ตารางลดภาษีของแต่ละความตกลงเจรจาแยกกันจริงๆ พิกัดเดียวกันจึงให้ผลไม่เท่ากันได้ วิธีเดียวที่มั่นใจได้คือเช็คอัตราของพิกัดนั้นในแต่ละความตกลงแยกทีละฉบับ ไม่ใช่จำอัตราของความตกลงหนึ่งไปใช้กับอีกความตกลง

ข้อควรระวัง: เมื่อมีหลายความตกลงให้อัตราต่ำสุดเท่ากัน ควรเลือกความตกลงที่ครอบคลุมคู่ค้าที่ใช้งานจริงบ่อยที่สุด (เช่นกรอบอาเซียนที่ครอบคลุมคู่ค้าส่วนใหญ่) มากกว่าความตกลงทวิภาคีเฉพาะประเทศที่ใช้ได้แค่ต้นทางนั้นจริงๆ เท่านั้น และไม่ว่าจะเลือกความตกลงไหน สินค้าต้องมีถิ่นกำเนิดจากประเทศคู่ค้านั้นจริงตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าของความตกลงนั้นด้วย

เช็คสิทธิ FTA ให้ถูกต้องอย่างไร

  1. หาพิกัดศุลกากร 8 หลักที่ถูกต้องก่อน — อัตรา FTA ผูกกับพิกัดเฉพาะ พิกัดผิดแม้แค่หลักเดียวอัตราอาจต่างกันทันที
  2. ระบุประเทศต้นกำเนิดสินค้าจริง — ไม่ใช่ประเทศที่ส่งออกมา แต่เป็นประเทศที่ผลิต/แปรสภาพจนได้ถิ่นกำเนิดตามกฎของความตกลงนั้น
  3. ไล่เทียบอัตราของทุกความตกลงที่เกี่ยวข้องกับประเทศต้นทาง — อย่าเชื่อว่าความตกลงที่เคยใช้ได้ผลดีกับสินค้าตัวอื่นจะดีที่สุดเสมอ
  4. ตรวจว่ามีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form) ที่ตรงความตกลงจริง — และสินค้าผ่านเกณฑ์กฎถิ่นกำเนิดของความตกลงนั้นด้วย ไม่ใช่แค่มี Form ในมือ
  5. เทียบกับอัตราทั่วไปตามมาตรา 12 ด้วยเสมอ — บางพิกัดอัตราทั่วไปก็ต่ำอยู่แล้วโดยไม่ต้องพึ่ง Form ใดเลย

ดูวิธีที่ Paperless AI แสดงอัตราอากรทุกความตกลงเทียบกันในหน้าเดียว แทนการเปิดหนังสือตรวจทีละความตกลง

สรุป

← กลับไปหน้ารวมบทความ