ภาษีขาเข้าไม่ได้คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว แต่คำนวณจาก ฐาน CIF ซึ่งเท่ากับ ราคาสินค้า + ค่าระวาง + ค่าประกันภัย และภาษีแต่ละตัวคำนวณต่อกันเป็นชั้น ไม่ได้คำนวณจากฐานเดียวกันทั้งหมด อากรขาเข้าคิดจาก CIF ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มคิดจาก CIF บวกอากรและภาษีอื่นที่เกิดขึ้นก่อนหน้า การเรียงลำดับผิดจึงทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนทั้งใบ
ในบทความนี้
ฐาน CIF ประกอบด้วยอะไร
- C — Cost ราคาสินค้าตาม Invoice
- I — Insurance ค่าประกันภัยสินค้าจนถึงท่าปลายทาง
- F — Freight ค่าระวางขนส่งจนถึงท่าปลายทาง
สิ่งที่ต้องดูก่อนคือ เงื่อนไขการส่งมอบ (Incoterms) ใน Invoice เพราะมันบอกว่าราคาที่ระบุไว้รวมอะไรไปแล้วบ้าง
| เงื่อนไข | ราคาใน Invoice รวมอะไร | ต้องบวกเพิ่มเพื่อให้ได้ CIF |
|---|---|---|
| EXW | ราคาหน้าโรงงานผู้ขาย | ค่าขนในประเทศต้นทาง + ค่าระวาง + ค่าประกัน |
| FOB | ราคาส่งมอบขึ้นเรือที่ท่าต้นทาง | ค่าระวาง + ค่าประกัน |
| CFR | ราคารวมค่าระวางถึงท่าปลายทาง | ค่าประกัน |
| CIF | รวมค่าระวางและค่าประกันแล้ว | ไม่ต้องบวกเพิ่ม |
ถ้า Invoice เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ต้องแปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศใช้ สำหรับวันที่นำเข้า ไม่ใช่อัตราของธนาคารในวันที่ชำระเงิน
ลำดับการคำนวณภาษีแต่ละตัว
- คำนวณ CIF เป็นเงินบาท จากราคาสินค้า ค่าระวาง และค่าประกัน
- อากรขาเข้า = CIF × อัตราอากรตามพิกัดของสินค้า
- ภาษีสรรพสามิต (เฉพาะสินค้าที่อยู่ในพิกัดที่ต้องเสีย) คำนวณจาก CIF บวกอากร ด้วยสูตรที่มีตัวหารพิเศษ
- ภาษีเพื่อมหาดไทย = ภาษีสรรพสามิต × 10%
- ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม = CIF + อากรขาเข้า + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีมหาดไทย + ค่าธรรมเนียมอื่นที่กำหนดให้รวม
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ฐานข้างต้น × อัตรา VAT ที่ใช้อยู่ (ปัจจุบัน 7%)
สูตรภาษีสรรพสามิตที่ใช้กับสินค้านำเข้าเขียนได้เป็น
ภาษีสรรพสามิต = (CIF + อากรขาเข้า) × อัตราภาษี ÷ [ 1 − (1.1 × อัตราภาษี) ]
ตัวหารมีหน้าตาแบบนี้เพราะฐานของภาษีสรรพสามิตรวมตัวภาษีสรรพสามิตและภาษีมหาดไทยเข้าไปด้วย จึงต้องแก้สมการย้อนกลับ ไม่ใช่คูณอัตราตรงๆ
ตัวอย่างที่ 1 สินค้าทั่วไป ไม่มีภาษีสรรพสามิต
สมมติ CIF รวมแล้ว 1,000,000 บาท พิกัดของสินค้ามีอัตราอากร 10% และไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต
| รายการ | วิธีคิด | จำนวน (บาท) |
|---|---|---|
| ฐาน CIF | ราคาสินค้า + ค่าระวาง + ค่าประกัน | 1,000,000.00 |
| อากรขาเข้า | 1,000,000 × 10% | 100,000.00 |
| ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม | 1,000,000 + 100,000 | 1,100,000.00 |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม | 1,100,000 × 7% | 77,000.00 |
| รวมภาษีที่ต้องชำระ | อากร + VAT | 177,000.00 |
ตัวอย่างที่ 2 สินค้าที่มีภาษีสรรพสามิต
ใช้ CIF และอัตราอากรชุดเดิม แต่สมมติว่าสินค้ามีภาษีสรรพสามิตอัตรา 10%
| รายการ | วิธีคิด | จำนวน (บาท) |
|---|---|---|
| ฐาน CIF | — | 1,000,000.00 |
| อากรขาเข้า | 1,000,000 × 10% | 100,000.00 |
| ภาษีสรรพสามิต | (1,100,000 × 10%) ÷ (1 − 0.11) | 123,595.51 |
| ภาษีเพื่อมหาดไทย | 123,595.51 × 10% | 12,359.55 |
| ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม | 1,000,000 + 100,000 + 123,595.51 + 12,359.55 | 1,235,955.06 |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม | 1,235,955.06 × 7% | 86,516.85 |
| รวมภาษีที่ต้องชำระ | อากร + สรรพสามิต + มหาดไทย + VAT | 322,471.91 |
จะเห็นว่าการมีภาษีสรรพสามิตเข้ามาไม่ได้เพิ่มแค่ตัวมันเอง แต่ดันฐานภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปด้วย ภาระภาษีรวมจึงเพิ่มมากกว่าที่คาดจากอัตราเปล่าๆ
การเฉลี่ยค่าระวางและค่าประกันลงรายรายการ
ค่าระวางและค่าประกันมักมาเป็นยอดรวมของทั้ง shipment แต่ใบขนต้องแสดงมูลค่ารายรายการ จึงต้องเฉลี่ยลงไปในแต่ละรายการก่อน วิธีที่ใช้กันมีสองแบบ
- เฉลี่ยตามมูลค่า — รายการที่ราคาสูงกว่ารับค่าระวางไปมากกว่า เหมาะกับสินค้าที่ความหนาแน่นใกล้เคียงกัน
- เฉลี่ยตามน้ำหนัก — รายการที่หนักกว่ารับค่าระวางไปมากกว่า เหมาะกับกรณีที่ค่าขนส่งผูกกับน้ำหนักจริง
ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ผลรวมหลังเฉลี่ยต้องเท่ากับยอดรวมเดิมเสมอ เศษที่เกิดจากการปัดทศนิยมควรถูกโยนกลับเข้ารายการใดรายการหนึ่งเพื่อให้ยอดลงตัวพอดี ไม่ใช่ปล่อยให้ยอดรวมเพี้ยนไปหนึ่งสตางค์ เพราะระบบของกรมศุลกากรตรวจยอดรวมด้วย
จุดที่คำนวณผิดบ่อย
- ลืมบวกค่าระวางเข้าฐาน เพราะเงื่อนไขเป็น FOB แต่คำนวณเหมือนเป็น CIF ทำให้ฐานต่ำกว่าความจริงทั้งใบ
- บวกค่าระวางซ้ำ ในกรณีที่ Invoice เป็น CIF อยู่แล้วแต่ยังเอาใบเสร็จค่าระวางมาบวกอีก
- คำนวณ VAT จาก CIF ตรงๆ โดยไม่บวกอากรเข้าไปในฐานก่อน
- คูณอัตราภาษีสรรพสามิตตรงๆ โดยไม่ใช้ตัวหาร ทำให้ได้ตัวเลขต่ำกว่าความจริง
- ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน โดยเฉพาะกรณีที่วันออก Invoice กับวันนำเข้าห่างกันหลายสัปดาห์
- ปัดเศษรายรายการแล้วไม่กระทบยอดรวม ทำให้ผลรวมในใบขนต่างจากเอกสารต้นทาง
ให้ระบบคำนวณให้แล้วคนตรวจ
การคำนวณชุดนี้ทำด้วยมือได้ แต่พอมีรายการสินค้าหลายสิบบรรทัดที่พิกัดต่างกัน และต้องเฉลี่ยค่าระวางกับค่าประกันลงทุกรายการ โอกาสพลาดจะสูงขึ้นเร็วมาก การให้ระบบคำนวณตามพิกัดที่บันทึกไว้แล้วให้คนตรวจเฉพาะรายการที่ผิดปกติ เป็นวิธีที่เร็วกว่าและตรวจย้อนกลับได้